
ยศชนันชูวิสัยทัศน์! เลิกผลิตบัณฑิตเพื่อรอสมัครงาน ปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้สร้างงานและเจ้าของธุรกิจ ใช้ AI ผสานทุกศาสตร์ เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งสร้างนวัตกรรมและธุรกิจใหม่
รองนายกฯ และ รมว.อว. ชี้ ความรู้ในมหาวิทยาลัยอาจล้าสมัยภายใน 1-2 ปี คนไทยต้องมี Mastery อย่างน้อยหนึ่งเรื่อง ใช้ AI เชื่อมศาสตร์อื่น เดินหน้า Skill Bridge, Future Skill Map และ Holding Company หนุน Seed Money ให้นักศึกษาเป็นผู้ประกอบการ
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ที่พารากอนฮอลล์ กรุงเทพมหานคร ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นเวทีหัวข้อ “Building Thailand’s Talent for the Industries of Tomorrow สร้างคนให้พร้อม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” โดยประกาศแนวทางการพัฒนากำลังคนของประเทศว่า ระบบการศึกษาไทยต้องเลิกผลิตบัณฑิตที่จบมาเพื่อรอสมัครงาน (Job Seeker) และหันมาปั้นคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้สร้างงาน (Job Creator) ที่สามารถสร้างธุรกิจและนวัตกรรมของตนเองได้
ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่า การแก้ปัญหาเรื่องคนไม่สามารถแยกออกจากภาพรวมของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ และตั้งโจทย์ให้สังคมไทยว่า อีก 20 ปีข้างหน้า โลกจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอะไรที่คิดค้นจากประเทศไทย เพื่อยุติยุคที่ไทยต้องวิ่งตามเทคโนโลยีของผู้อื่น และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนด้วยรายได้ของตนเอง มิฉะนั้นรัฐบาลจะต้องคอยอุดหนุนงบประมาณอยู่ตลอดเวลา
ถามใหม่ “ปริญญานั้นสร้าง Mastery กี่เรื่อง” ไม่ใช่ “จบปริญญาอะไร”
รมว.อว. เสนอให้เปลี่ยนคำถามที่สังคมใช้ประเมินบัณฑิต จากเดิมที่ถามว่า “จบปริญญาอะไร” เป็น “ปริญญานั้นสร้างความเชี่ยวชาญ (Mastery) ได้กี่เรื่อง” พร้อมยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัยจากสถานที่สอนหนังสือ ให้เป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ (Incubator) และพื้นที่เรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกวัย
ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะใช้จุดแข็งของภูมิภาคตนเองเป็น “ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต” (Living Lab) เช่น เกษตรที่สูง ไดโนเสาร์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และเศรษฐกิจภาคทะเล (Blue Economy) เพื่อให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับโจทย์จริงของพื้นที่และต่อยอดเป็นธุรกิจได้
หนุน Seed Money ผ่าน Holding Company ดันนักศึกษาเป็นผู้ประกอบการ
ในเชิงกลไก ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า อว. ได้เริ่มจัดทำ Skill Bridge ร่วมกับกระทรวงการคลัง และจัดทำ Future Skill Map เพื่อเชื่อมโยงทักษะ ประสบการณ์ และปริญญาเข้าด้วยกัน พร้อมผลักดันการตั้ง Holding Company ร่วมกับมหาวิทยาลัยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนเงินทุนตั้งต้น (Seed Money) ให้นักศึกษาก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ
แนวทางดังกล่าวมุ่งเชื่อมโยง 3 เสาหลักทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม บริการสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์ และเกษตรมูลค่าสูง ให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก
ทลายเส้นแบ่งสายวิทย์-สายศิลป์ ใช้ AI ผสานทุกศาสตร์
รมว.อว. ชี้ว่า การแบ่งคนเป็นสายวิทย์หรือสายศิลป์เป็นแนวคิดของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่เมื่อ AI เข้ามา เส้นแบ่งและไซโลเหล่านั้นก็หายไป โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคแห่งการหลอมรวมทางวิทยาศาสตร์” (The Age of Scientific Convergence) ที่ทุกศาสตร์กลับมารวมเป็นหนึ่งเดียว ขณะที่ความรู้ระดับมหาวิทยาลัยอาจล้าสมัยได้ภายในเวลาเพียง 1-2 ปี
ดังนั้น คนไทยจึงต้องมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกอย่างน้อยหนึ่งเรื่อง ใช้ AI เป็นเครื่องมือบูรณาการศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเสริม เรียนรู้ทักษะใหม่และยกระดับทักษะเดิม (Reskill-Upskill) ตลอดชีวิต และมองตลาดระดับโลกเพื่อขยายผลนวัตกรรมของไทยให้ไปได้ไกลกว่าตลาดในประเทศ
ชี้ช่องอุตสาหกรรมใหม่รองรับคนรุ่นใหม่
ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ฉายภาพโอกาสการสร้างงานใหม่ผ่าน AI และ Physical AI เช่น ชีววิทยาที่ตั้งโปรแกรมได้ (Programmable Biology) การเพาะเลี้ยงหรือพิมพ์อวัยวะเพื่อทดสอบยา ซึ่งจะช่วยลดเวลาทดสอบยาและวัคซีนจาก 10 ปี เหลือไม่ถึง 1 ปี การต่อยอด Genomics Thailand ระยะที่ 2 สู่การแพทย์แม่นยำด้านมะเร็ง (Precision Oncology) และแบบจำลองดิจิทัลของมนุษย์ (Human Digital Twin) โดยเตือนว่า หากไทยไม่เร่งบูรณาการข้อมูลพันธุกรรมและการแพทย์ อาจ “เสียเอกราชครั้งยิ่งใหญ่”
นอกจากนี้ยังมีโอกาสด้านการวิจัยสมองเพื่อรองรับสังคมสูงวัย วัสดุใหม่จากผลผลิตการเกษตรไทย คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่ร่วมพัฒนากับญี่ปุ่น และดาวเทียม 18 ดวงที่เปิดให้สตาร์ทอัพไทยใช้เป็นจุดเริ่มต้น เพื่อจุดประกายอุตสาหกรรมการบิน การแพทย์ และหุ่นยนต์ รวมถึงแนวคิด Nature Positive และ Natural Capital Balance ที่นำร่องในจังหวัดน่าน เพื่อนำคุณค่าของธรรมชาติเข้ามาอยู่ในงบดุลบัญชีของประเทศ
รมว.อว. ย้ำด้วยว่า การก้าวสู่ยุคทองของประเทศไทยต้องไม่ลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ แต่ต้องขยายโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะศูนย์ซินโครตรอนให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อยกระดับวัสดุศาสตร์ เกษตรมูลค่าสูง และการผลิตยาได้เองภายในประเทศ
“ยุคถัดไปของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกนิยามว่าเรานำเข้าอะไร แต่จะถูกกำหนดด้วยสิ่งที่เราค้นพบ แล้วก็สิ่งที่เราสร้าง และสิ่งที่เรามอบให้กับโลก” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูลอ้างอิง: THE STANDARD / THE STANDARD WEALTH